ตามเอกชัย ไปมาเลย์
posted on 17 Mar 2009 22:51 by tammarat
ถนนเส้นนั้นทอดยาวสู่เนินเขาเตี้ยๆ ทันทีที่เราหลุดออกจากชุมชนที่อยู่ติดด่านชายแดนปาดังเบซาร์ ต่ำลงไปเป็นพื้นที่โล่งที่ถูกปรับไว้สำหรับปลูกอ้อยเป็นบริเวณกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ขบวนคาราวานคณะศรีวิชัยโชว์ พร้อมรถบรรดาทีมงานประมาณ 30 กว่าคันวิ่งเกาะกลุ่มกันไปเป็นแถวยาวเหยียด โดยมี รถมอเตอร์ไซด์ของตำรวจมาเลย์ 2 คัน วิ่งเคียงขบวน เหมือนคอยควบคุมจัดระเบียบและอำนวยความสะดวกอยู่ในที เราเพิ่งมารู้ทีหลังว่าเค้ามาควบคุมขบวนเราไม่ให้แตกแถวแยกกันไปไหน เพราะพวกเราขออนุญาตผ่านแดนชั่วคราวเท่านั้นมีสิทธิ์แค่ขับไปให้ถึงงานที่จะแสดง แล้วจอดอยู่ตรงนั้นเลยห้ามขับออกมาเด็ดขาด โดนจับแน่เพราะกฎหมายมาเลย์มีโทษรุนแรงกว่ากฎหมายไทยหลายเท่านัก
วัดมัชฌิมาประสิทธิ์ หรือ วัดยาหวี รัฐเปอร์ลิส คือสถานที่ที่เราทำการแสดง ให้พี่น้องชาวมาเลย์ได้ชม อยู่ห่างจากปาดังเบร์ซาเข้าไปประมาณ 30 กว่ากิโล พวกเราเดินทางเข้าไปพร้อมทีมงานทั้งหมด ในวันที่ 15 มี.ค.2552ก่อนแสดงหนึ่งวัน เพื่อเตรียมความพร้อม ส่วนพี่เอกจะตามมาในวันที่ 16 มี.ค.อันเป็นวันแสดง
ขบวนรถเลี้ยวเข้าวัดยาหวี ประมาณสี่โมงเย็น มีประชาชนทั้งเด็กและผู้ใหญ่มารอต้อนรับกันเต็มวัด ต่างโบกมือทักทายและส่งยิ้มให้
"นั่น ไอ้โทง ๆ" เสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็ก ๆ ดังแว่วลอดเข้ามาในรถ เป็นภาษาไทย ภาษาใต้ชัดเจนสำเนียงเหมือนคนนคร ฯ
"บ่าวยาว ๆ" เสียงหวานๆ แว่วมาจากข้างหลังผมหันไปดูรถบ่าวยาวที่ขับตามมา เห็นพี่ยาวยื่นฟันเหยิน ๆ ของแกส่งยิ้มทักทายให้สาวน้อย 2-3 นางที่โบกมือหยอยๆ สาวๆ ส่งเสียงวี้ดว๊าย ชอบอกชอบใจพร้อมกับยกโทรศัพท์มือถือขึ้นถ่ายรูปศิลปินที่เค้าชื่นชม ขบวนรถบรรทุกอุปกรณ์การแสดงและรถของขาวคณะเข้าไปจอดในสนามหญ้าหน้าโบสถ์ พร้อมกับฝูงชนเข้ามารุมล้อมพูดคุย บ้างก็ขอถ่ายรูป ไม่เว้นแม้แต่เด็กคอนวอย บรรยากาศอบอุ่นไม่ต่างจากอยู่เมืองไทย พวกเราบางคนยังงง ๆ "ทำไมคนมาเลย์ พูดใต้ชัดขนาดนี้วะ " แต่ในที่สุดก็ถึงบางอ้อ เมื่อมีคนอธิบายให้ฟังว่าบรรพบุรุษของพวกเค้าคือคนไทยที่อยู่อาศัยบนผืนดินแห่งนี้มาตั้งแต่ก่อนยุคล่าอาณานิคม ซึ่งตอนนั้นคือผืนแผ่นดินไทย แต่ภายหลังเมื่ออังกฤษ คืนเอกราชให้มาเลเซีย พร้อมกับการปักปันเขตแดนใหม่ พวกเค้าก็เลยต้องกลายเป็นคนมาเลย์ เชื้อสายไทย ที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีไทยไว้อย่างเหนียวแน่น
"น้าแดง ๆ น้าแดง สีดาว" เด็กมาเลย์ตัวดำ ๆ ท่าทางเอาเรื่องคนหนึ่งร้องทักน้าดาว "หมันเรียกใครวะ?" น้าดาวทำหน้างง "นี่ น้าดาว ไม่ใช่น้าแดง"
"รู้แล้ว แต่ผมแกล้งเรียกผิด" น้าดาวตลกอาวุโส ที่สุดในวงโดนมุขนี้เข้าได้แต่หัวเราะ หึหึ
การนับเวลาของประเทศมาเลเซียจะนับเร็วกว่าเราหนึ่งชั่วโมง ดวงตะวันยังไม่ทันตกดิน นาฬิกาของพวกเราบอกเวลาหกโมงกว่า ๆ แต่นาฬิกาของคนมาเลย์จะเป็นเวลา ทุ่มกว่าแล้ว ทั้ง ๆที่บรรยากาศทั่วไปในยามเย็นไม่แตกต่างจากบ้านเราเลย
นาน...แต่ไม่เหนื่อย
posted on 07 Feb 2009 21:46 by tammaratเดือนกว่าแล้ว ไม่ได้เข้ามาอัพเวปเลย จนมีหลายเสียงบ่นมาทางโทรศัพท์บ้าง เจอหน้าก็ถามบ้าง ว่าไม่เขียนเวปแล้วเหรอ หรือว่าหมดไฟแล้ว ยังมีอยู่ครับไฟน่ะ แต่จุดไม่ค่อยติดซะมากกว่า ด้วยงานในแต่ละวันที่ดูแล้วเหมือนไม่มีอะไร แต่พอมานั่งคิดดูแล้วผมแทบจะไม่ได้หยุดเลย ทั้งงานหลวงงานราษฎร์ รายการแหลงข่าวก็ต้องจัดทุกวัน สปอตก็มีให้ทำทุกวัน หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในวง ในส่วนของสื่อ ก็ต้องทำตลอด การเดินสายตะลอนทัวร์ กับพี่เอก สายนี้เป็นสายที่สามแล้ว ในเวลาเพียงสองปีที่ผมก้าวเข้ามา มีอะไรให้ทำเยอะแยะไปหมด ขณะเดียวกันก็ต้องแก้ปัญหา กันวันต่อวัน เหมือนกับนั่งดูหนังฉากเดิมๆ ทุกวัน เพียงแต่เปลี่ยนตัวแสดงไปเรื่อยๆ ผู้คนมากมายผ่านเข้ามาเพียงแค่วันเดียวคืนเดียว แล้วผ่านพ้นไป บางครั้งนั่งอยู่หลังเวที เห็นภาพเดิมๆ ทำให้นึกไม่ออกว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหน เพราะบรรยากาศ ด้านหลังเวที เหมือนๆกันทุก คืน 2 ปีสำหรับผม ที่เจอเหตุการณ์แบบเดิม ซ้ำๆ ทุกวัน ก็มีบ้างที่รู้สึกเหนื่อย ล้า แต่สำหรับ เอกชัย ศรีวิชัย 22 ปีแล้วครับที่ใช้ชีวิตอยู่แบบนี้ ไม่เคยหยุดเดินสาย ตั้งแต่เป็นนักร้องคาเฟ่ จนเป็นหัวหน้าวง พอนั่งคุยกัน พี่เอก แกมักจะชอบเล่าวีรกรรมในอดีตให้ฟังมีทั้งโหด มันส์ ฮา โศรกเศร้าเคล้าน้ำตา บางเรื่องเหมือนจะน่าขำ แต่ฟังแล้วหัวเราะไม่ออก
"พี่เอก เคยนึกเบื่อบ้างมั้ย ? " ผมถามแกในเย็นวันหนึ่ง ระหว่างที่นั่งดูคนงานติดตั้งเวที
" เบื่ออะไร ?"
" ก็...ชีวิตแบบเนี้ยพี่ แบบเดิมๆ ทุกวัน เพียงแต่เปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อย ๆ" พี่เอกอึ้งไปพักนึง
"ถ้าตอบตรง ๆ ก็คงมีบ้าง แต่พี่คิดว่ามันเป็นหน้าที่ ที่ทำแล้วมันมีความสุข บางครั้งเหนื่อยไม่อยากขึ้นเวทีเลย แต่พอขึ้นไปแล้ว มันมีกำลังใจจากแฟนเพลง มันมีอะไรมากมายที่ทำให้หายเหนื่อย เหมือนเราได้รับยาเพิ่มพลัง แต่พอลงจากเวที บางครั้ง ก็หมดแรงเหมือนกันนะ แต่ใจไม่เคยท้อ ยังสู้ตลอด" พี่เอกเว้นระยะไปนิดนึง
" ใจมันสู้ แต่สังขารมันไม่ค่อยไหว ธรรมดาแหละหนุ่ม ปีนี้ พี่ ยี่สิบแปดแล้วนิ หนุ่มล่ะห้าสิบเท่าไหร่ " การสนทนาที่ทำท่าจะเป็นทางการก็จบลง ด้วยเสียงหัวเราะแบบยียวน ของพี่เอก
" โธ่ พี่..."
23.15 น. 7 กุมภาพันธ์ 2552 : ภูเก็ต






































































