เที่ยวดอยอ่างขาง 4: สู่เป้าหมาย ดอยอ่างขาง
posted on 19 Nov 2008 17:57 by tammarat
เช้าวันที่ 18 พ.ย.2551 ผมตื่นเช้าอีกตามเคย ลงมาอัดรายการและสปอต ในห้องอัดเคลื่อนที่ รถคู่ชีพเป็นทีเรียบร้อยเป็นเวลาเดียวกับที่เด็ก ๆ อาบน้ำแต่งตัวกันเสร็จ ทานอาหารเช้ากันที่โรงแรม แล้วออกเดินทางไปที่ตลาดวโรรส หรือที่คนเชียงใหม่รู้จักกันในนาม "กาดหลวง" เป็นตลาดที่จำหน่ายสินค้าพิ้นเมืองประเภทของกินและเสื้อผ้า หมวยหาซื้อเสื้อกันหนาว ให้เด็กๆ ทั้งสอง เพราะ บนดอยอากาศค่อนข้างหนาว (เค้าว่านะ ต้องลุ้น) พร้อมกับซื้อของฝากไปฝากพรรคพวกที่ชุมพร ใส่รถไว้เลย เผื่อตอนขากลับไม่ผ่านทางนี้ (คงจะเห็นแล้วนะว่าจะได้อะไรเป็นของฝาก คนแถวชุมพร อดได้ลุ้นเลย ฮ่าฮ่า)
เราออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ดอยอ่างขาง ระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตรจากเชียงใหม่ โดยขึ้นทางอำเภอเชียงดาว ซึ่งเค้าว่าไม่ชันมาก อันที่จริง GPS นำทางให้ขึ้นทางอำเภอฝาง แต่เผอิญผมเห็นป้ายทางขึ้นก่อนถึงฝางเลยตัดสินใจเสี่ยงไปดู ตลอดเส้นทางเราเจอด่านตรวจของทหารหลายด่าน ทราบว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางพวกค้ายาเสพติดใช้ในการลักลอบนำยาบ้าเข้าประเทศเลยต้องตรวจเข้มกันหน่อย
นี่เป็นจุดแวะพักดื่มน้ำชาระหว่างทางครับ
หนาวครับ....หนาวววววววววววว เรามาถึงดอยอ่างขาง ประมาณ บ่ายสองโมงกว่า ๆ อากาศหนาวยะเยือกวิ่งสวนเข้ามาในรถทันที่ที่เปิดประตูรถ ผมหันไปยิ้มกับหมวยแบบน่าจะคิดตรงกันว่า
"เสื้อกันหนาว ไม่เป็นหมันแล้ว"
เพราะ เราซื้ออุปกรณ์มาเยอะมาก ทั้งเสื้อ ถุงมือ หมวกกันหนาว ถุงเท้า ถ้ามาแล้วไม่หนาวจะเอาของพวกนี้และเอาหน้าของเราไปไว้ไหน ฮา.... ตอนแรกผมจองบ้านพักไว้อีกแห่งนึงครับบรรยากาศดีเงียบสงบมาก แต่ผมเกรงว่าพวกเค้าจะไม่สงบเพราะเรา หมายถึงลิงทั้งสองตัวของเรา เลยขอมาหารีสอร์ทในชุมชน ติดกับโครงการหลวงดีกว่าครับ ตอนแรกเข้าไปรีสอร์ทแห่งนึง หรูมาก แต่พอเข้าไปถามราคาก็เดินตัวปลิวออกมาเลยครับ
"ห้องพัก เตียงเดี่ยวนอนไม่เกิน 2 ท่าน คืนละ 5,500 บาทค่ะ"
"แม่เจ้า...."ผมอุทานในใจ
"มีราคาอื่นมั้ยครับ"
"มี สี่พันกว่าบาทแต่นอนได้คนเดียวค่ะ"
ผมกัดฟันยิ้มขอบคุณพนักงานต้อนรับ เดินออกมารีบสตาร์ทรถ ผ่านลานจอดรถของรีสอร์ทที่มีรถจอดอยู่แค่สองคัน เลี้ยวลงมาข้างล่าง มีรีสอร์ทเป็นหลัง ๆเรียงรายอยู่บนไหล่เขาเต็มไปหมด
ในที่สุด เราก็ได้ห้องพัก ที่สุวรรณภูมิรีสอร์ทครับ ราคาไทย ๆ คืนละ 800 บาท นอนสบายครับ มีเพื่อนเยอะแยะไม่เหงาเหมือนรีสอร์ทหรูโน่น (คนจนและคนชั้นกลาง คือคนส่วนใหญ่ของประเทศ)
แค่นี้ก็หรูจนเกินบรรยายแล้วล่ะครับ เช็คอินท์ขนกระเป๋าเสื้อผ้าเข้าห้องนอนแล้วไปหาของกินกัน ชาวบ้านบนดอยคือชาวเขาเผ่ามูเซอครับ เมื่อก่อนเค้าปลูกฝิ่น แต่ในหลวงท่าน เข้ามาพัฒนาเป็นโครงการหลวงให้ชาวดอยปลูกผักและผลไม้ เช่นสตอร์บอรี่ ส้ม ส่วนผักก็เน้นไปทางโสม และเห็ดหลินจือ รวมไปถึงใบชา อาหารมื้อเย็น(เย็น จริงๆ) ของเราคือ ผัดยอดโสม ไก่ต้มโสม อร่อยมากครับ
อิ่มแล้ว ก็เข้าชมโครงการหลวงครับมีดอกไม้สวยๆ เยอะ แต่ยังไม่บานเต็มที่เค้ากำลังเร่งปลูกให้บานรอรับคนไปชมช่วงปีใหม่กันครับ แต่ก็สวยพอแล้วสำหรับคนที่เห็นแต่สวนปาล์ม สวนยางอย่างเรา
เที่ยวชมกันเป็นที่พอใจแล้วก็กลับเข้าที่พัก ในช่วงเย็นครับ อากาศเริ่มหนาวเย็นลง กำลังจะเข้าห้องพักก็ไปสะดุดตากับถังแก๊สที่ตั้งอยู่หน้าห้อง
"พี่หนุ่ม มาดูอะไรนี่" เสียงหมวยร้องบอกมาจากในห้องน้ำ
"อะไร???"
"มาดู ซิ รู้แล้วว่าถังแก๊สหน้าห้องเค้ามีไว้ทำอะไร"
ผมชะโงกหน้าเข้าไปดูในห้องน้ำ "เครื่องทำน้ำอุ่น "
" ช่าย ใช้แก๊สต้มเลย ไม่เคยเห็นเลยเนอะ" หมวยบอก
ผมยอมรับจริงๆ ครับว่าไม่เคยเห็นเครื่องแบบนี้ เห็นเปลวไฟของแก๊ส ต้มน้ำชัดเจนเวลาเปิดน้ำเปิดเครื่อง
และคิดว่าคงจะมีที่นี่เท่านั้นที่ใช้เครื่องทำน้ำอุ่นแบบนี้ เพราะในยามที่อุณหภูมิหนาวขนาดติดลบนั้น เครื่องทำน้ำอุ่นไฟฟ้าคงจะเอาไม่อยู่ (คลิ๊กเพลย์ภาพ เลยครับ ชัดเจน....)
คืนนั้น เรานอนสัมผัสอากาศหนาวอย่างแท้จริงครับ อุปกรณ์ที่เตรียมมาถูกงัดมาใช้หมด อุณหภูมิ อยู่ที่ประมาณ 15 องศา แต่ก็หลับสบายครับ ตื่นมาควานหาผ้าห่ม อยู่สองสามครั้ง ตั้งนาฬิกาปลุก ไว้ ตีห้าครึ่ง จะไปชมพระอาทิตย์ขึ้นบนจุดชมวิวขอบด้งกันครับ
หกโมงกว่า ยังไม่สว่างเลยครับ เปิดประตูห้องนอนออกมาลมหนาวพัดวูบสวนเข้าไปตลบอวลอยู่ในห้อง เด็กทั้งสองคนถูกงัดขึ้นมาจากที่นอน ไม่มีอิดออดครับให้ความร่วมมือดีมาก ผมบอกรอน
"ไปดูพระอาทิตย์กันนะ ลูก..."
"อาทิด อยู่หนายยย?"
"อยู่บนฟ้า"
"ที่หนายยยยย?"
เหมรีบบอก พร้อมกับยื่นฟันเหยินๆ เข้ามาใกล้เหมือนจะเฉาะหัวน้อง
"ก็ที่พระจันทร์ อยู่งัย"
เราขึ้นมาถึงจุดชมวิวขอบด้ง ทันเวลาพระอาทิตย์ยังไม่โผล่ขอบฟ้า ไอเมฆ หรือหมอก ลอยวูบวาบรวดเร็วตามแรงลมพัดคลี่ปกคลุมลานชมวิว ที่มีผู้คนมารอชมพระอาทิตย์ยามเช้ากันอยู่ก่อนแล้วจำนวนหนึ่ง
"อาหารใส่บาตร มั้ยคะ ?? อาหารเป็นชุดใส่บาตรทางนี้ค่ะ"
เสียงแม่ค้าที่ขึ้นมาตั้งร้านขายโจ๊ก และน้ำชาบริการ พร้อมทำชุดอาหารบริการให้นักท่องเที่ยวใส่บาตรร้องเรียกลูกค้า
"ชุดเท่าไหร่ครับ"
"ชุดละ 50 บาทค่ะ มีโจ๊ก มาม่า หมั่นโถ และน้ำ"
ผมซื้อสองชุด ให้เหมและรอน รวมทั้งหมวยใส่บาตร โดยมีพระภิกษุ สองรูปยืนรอรับบาตรจากนักท่องเที่ยวที่นำอาหารที่แม่ค้าจัดให้ ซึ่งก็เหมือนๆ กัน พอพระรับจนเต็มบาตรก็ เทใส่กระสอบปุ๋ยที่เตรียมมา จนเต็มกระสอบ
"ท่านคง นำไปแจก ชาวเขาผู้ยากไร้แถวๆ นี้ให้แบ่งกันกิน" ผมคิด
"ลำพังท่านฉันเอง คงไม่หมดกระสอบแน่" ผมพนมมือรับพรพระทั้งที่สวมถุงมืออยู่ สำเนียงว่า ยถา สัพพี แบบแปร่งๆ ไม่คุ้นหูท่านก็คงเป็นพระชาวเขา ลูกหลานชาวบ้านแถบนี้ แหละ
อิ่มอกอิ่มใจ หลังจากได้ทำบุญบนที่ที่สูงที่สุดตั้งแต่เกิดมา แล้ว ก็ถึงเวลาดื่มด่ำความงามของพระอาทิตย์ยามจะโผล่พ้นขอบฟ้าบนดอยอ่างขาง อากาศหนาวเหน็บ ประมาณ 10 อาศาเซลเซียสครับ
ทานโจ๊ก อุดหนุนแม่ค้าแล้วตอนนี้พระอาทิตย์ เคลื่อนตัวขึ้นสูง สาดแสงขับไล่ความหนาวเย็นให้ค่อยๆคลายลง เราเดินทางไปที่ไร่สตอร์บอรี่ และชายแดนพม่าที่อยู่ไม่ไกลครับ บรรยายกาศยามเช้าเด็กชาวเขา เดินไปโรงเรียนกันเป็นกลุ่มๆ
ลงจากขอบด้งก็แวะที่โครงการหลวงอีกนิดครับ ก่อนจะเช็คเอาท์ ลาก่อนครับดอยอ่างขางคงจะได้กลับมาเยือนอีก
จากดอยอ่างขาง เราลงมาทาง อ.ฝาง ทางลงเขาชันมากครับ มุ่งหน้ามาทางแม่อาย ผ่าน อ.แม่จัน เข้าเชียงแสนจุดหมายของเราคือสามเหลี่ยมทองคำ คืนนี้ เราจะนอนริมแม่น้ำโขงกันครับ
มาถึงสามเหลี่ยมทองคำประมาณ บ่ายสองโมง หาข้าวกินก่อนครับ แวะร้านอาหารริมโขง สั่งกับข้าวสามสี่อย่าง ด้วยความหิว แต่กินไม่หมด ใส่ถุงไปกินต่อที่พัก
คืนนี้ เรานอนที่นี่ครับ "บ้านไทยรีสอร์ท" สามเหลี่ยมทองคำ พรุ่งนี้ ค่อยชมวิว สามเหลี่ยมทองคำ แล้วคิดว่าจะไปภูชี้ฟ้าครับ
23.40 น. 19 พ.ย.2551 : บ้านไทยรีสอร์ท สามเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

#2 By ตุ้ม (119.42.94.102) on 2008-11-20 07:04